อย่าหลอกตัวเองด้วยคำว่าพอเพียง


"พอเพียง" เป็นคำที่สามารถทำให้คนธรรมดาไม่สามารถลุกขึ้นมาลงมือทำและสร้างธุรกิจส่วนตัวให้เป็นแหล่งรายได้หลักแห่งที่สองของตัวเองได้สักที


มีเงินเยอะก็ใช่ว่าจะทำให้ชีวิตมีสุขเต็มที่แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่มีใครปฏิเสธ แต่หากมีเงินน้อยจนถึงน้อยมากนี่สิความทุกข์มันเกิดขึ้นแบบเต็มร้อยแน่นอน


สุขใดเล่าจะเท่ากับเวลาที่เปิดกระเป๋าตังค์แล้วเจอเงิน  ขอร้องว่าอย่าหลอกตัวเองจากคำว่าพอเพียงเพราะถ้าพอเพียงคงไม่ต้องกลุ้มใจเมื่อถึงเวลาลูกหรือพ่อเเม่,ญาติพี่น้องต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล


หรือไม่ต้องมาเครียดช่วงเกิดโรดระบาดจนเป็นเหตุให้ต้องถูกเลิกจ้างแล้วเงินที่มีหมดแล้วไม่พอที่จะพยุงตัวเองและครอบครัวให้มีชีวิตที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินทองอย่างน้อย 1-2 ปีโดยที่ไม่ต้องทำงาน 


ถ้ามีคนบอกให้คุณจงมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่และมีอยู่แล้วนะ โดยที่คุณยังเช่าบ้านอยู่ 4,000 บาท/เดือน  แต่คนที่บอกคุณเขาอยู่บ้านราคา 5 ล้านอยู่ตรงใจกลางเมืองหรู


ถ้ามีคนบอกให้คุณพอใจกับรถยนต์ที่มีอยู่ตอนนี้ แต่คนที่บอกคุณสั่งจองรถซีรีส์ใหม่ซะงั้น หรือมีคนบอกว่ารถคันไหนก็ถึงปลายทางเหมือนกัน แต่คนที่บอกคุณเขาดันมาด้วยรถเบนซ์พร้อมมีพนักงานขับรถส่วนตัว


หรือถ้ามีคนบอกว่ากินข้าว 50 บาทก็อิ่มเหมือนกัน แต่ตอนกลางวันคนที่บอกคุณ เขากินอาหารกลางวันระดับโรงเเรมหรูเท่านั้น


ถามจริงๆเถอะว่าคุณคิดยังไง ?


ขออย่าเชื่อในสิ่งที่เขาพูดแต่ดูสิ่งที่เขาลงมือทำ ความสุขหลายอย่างมันซื้อด้วยเงินไม่ได้ก็จริงทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ถ้าไม่มีเงินคุณจะซื้ออะไรไม่ได้เลยสักอย่าง


ชีวิตคนไทยยังวนไปวนมากับสมการเดิมๆจนถึงปัจจุบัน คือ พยายามเรียนให้สูงจบปริญญาตรี แล้วรีบหางานทำ มีเงินเดือน ซื้อรถขับ ซื้อบ้านอยู่ ปลูกบ้านให้พ่อแม่ แต่งงาน มีลูก แล้วก็ทำงานเดิมนั้นยาวไปจนกว่าจะเปลี่ยนงานเพราะได้เงินเดือนที่มากขึ้น ถ้าไม่ได้มากขึ้นก็ทนอยู่ไปจนเกษียณ


เขาบอกให้คุณอดออมไว้ช่วงที่มีงานทำเพื่อตอนแก่ชีวิตจะได้ไม่ต้องลำบาก นั่นเหมือนเป็นการยอมรับว่าต้องมีชีวิตแบบกระเบียดกระเสียน มีเงินใช้เดือนชนเดือนไป ใช้ชีวิตแบบทุกข์ยาก อดมื้อ กินมื้อ ไม่มีความก้าวหน้าในชีวิต


เขาบอกบ้านช่องต้องมีอเป็นของตัวเองไปเช่าเขามันไม่มั่นคง แต่กลับไม่พูดถึงว่าคนเราต้องมีกระแสเงินสดติดตัวไว้ในจำนวนที่เพียงพอทั้งๆที่เป็นหัวใจของโลกการเงิน ที่ต้องมีและเตรียมไว้ใช้หมุนเวียนในแต่ละวันแต่ละเดือนให้ชีวิตมันเคลื่อนไปได้แบบไม่สะดุด 


ลองหันกลับมามองความจริงกันอย่าเอาแต่อดออม คนเราต้องทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง คิดการใหญ่ จิตใจเข้มแข็ง มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานหนัก มีความโลภ


โลภที่จะทำให้มีกระแสเงินสดมากพอไว้ใช้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวไปได้จนแก่เฒ่าได้แบบที่ตัวเรามีความสุข ต้องกระหายที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา 


เมื่อตัวเองรอด จะสามารถช่วยเหลือคนได้อีกเยอะแยะ ใครทำธุรกิจแล้วไม่โลภแสดงว่าหลงทาง ไม่มีใครรวยจากการให้ มีแต่รวยแล้วค่อยให้


อิสระภาพทางการเงินถือเป็นวาทะกรรมสวยหรู ที่จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลยจากการอดออมหรือการซื้อกองทุนรวมอย่างเดียวตามที่กูรูและคนใส่สูทที่พูดตามทีวี 


แต่มันจะเกิดขึ้นจริงจากการทุ่มเทลงทุน หรือทำธุรกิจอย่างบ้าคลั่ง ไม่หลับไม่นอนในช่วงเริ่มต้นของการลงมือสร้างลงมือทำจนมันทำให้เกิดเป็นปัญญา จนมีเงินมีทองมากพอโน่นล่ะ ถึงค่อยจะได้นอนแบบสบายใจ


เราไม่มีวันพอเพียงได้ถ้ายังอยู่ในประเทศที่ไม่ได้มีรัฐสวัสดิการ ที่เก็บภาษีแล้วจัดสรรปันส่วนออกมาโดยที่ไม่ใช้ประชาชานเป็นตัวตั้ง ให้เราได้รักษาฟรีในยามเจ็บป่วย  หรือให้เราได้เรียนฟรีในช่วงการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมไปถึงการประกันการว่างงานเมื่อไม่มีงานทำ


และรวมไปถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ดีและให้เราฟรี ๆ ไม่แปลกที่เราทุกวันนี้จึงใช้เงินของตัวเองล้วนๆ


ผมเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ทะเยอทะยาน และมีความโลภในตัวเอง โลภเพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีมากพอสามารถเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวไปจนแก่เฒ่าแบบมีความสุข


โลภที่ไม่ได้เบียดเบียนและทำร้ายใครแต่โลภเพื่อที่จะไม่ต้องกังวลใจในเรื่องของค่าใช้จ่ายคงที่ในแต่ละวันแต่ละเดือน โลภเพื่อที่จะไม่ต้องกังวลว่าสิ่งที่อยากได้จะไม่มีเงินซื้อ


ยิ่งโลภเพื่อที่จะทำเพื่อคนในครอบครัวและคนรอบข้างที่ตัวเองรัก ลาภก็จะไม่หายไป แต่ต้องเข้าใจเรื่องความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่มันจะเกิดขึ้น


คิดอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์แต่ต้องลงมือทำให้เต็มที่ ลุยให้สุดตัว  ถ้ายังมีเงินในบัญชีธนาคารไม่มากพอ อย่าเลิก ให้กระสันมีความกระหายและทะเยอทะยาน หยิ่งทะนง มั่นใจ จงสร้าง "ให้มีมากพอ" เพื่อจะได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวไปจนแก่เฒ่าให้ได้


เวลาทุกข์มันเกิดขึ้น มันไม่ได้เลือกฐานะ มันไม่ถามหรอกว่าเรามีเงินเท่าไร แต่เมื่อทุกข์เกิดขึ้นตอนมีเงินมันเบากว่าทุกข์ตอนไม่มีเงิน


การที่จะ "มีมากพอ" ที่สามารถเลี้ยงดูตัวเราและครอบครัวไปจนแก่เฒ่าได้แบบที่ตัวเรามีความสุข เราจะต้อง "ลงมือทำ" ก่อน 


และการที่จะ "ลงมือทำ" เราจะต้อง " ตกผลึก" ให้ได้ก่อน


" ตกผลึก " หมายถึง การมองภาพสิ่งที่เราอยากเป็นอยากมีในหัวได้แบบที่มันชัดเจนมาก ๆ 


แล้วเมื่อ "ความอยากมีอยากเป็น" มันชัดโฟกัสเราก็จะไม่หลุดหลงทางไปตามความคิดเห็นของคนอื่น มันจะพาเรากระหายที่จะ "ลงมือทำ" ตามเส้นทางที่ชัดเจนเพื่อไปสู่การ "มี" ชีวิตแบบนั้นจริงๆ 


ลองสำรวจดูว่า "ความอยากมีอยากเป็น " ของเรามันถูกสั่งมาโดยคนนอกหรือมาจากข้างในตัวเราเองกันแน่


ลองใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆแล้วลองค้นหา "ความอยากมีอยากเป็น" ของตัวเองกันจริงๆสักที เพราะเมื่อเราเจอมันแล้ว เราจะทะยานไปข้างหน้าได้เร็วและอยู่ในเส้นทางทุกวัน


เราจะลงมือสร้างธุรกิจส่วนตัวเพื่อให้เป็นแหล่งรายได้หลักอีกทางก็เหมือนกัน ก็ต้องชัดเจนว่าผลลัพธ์ต้องมากพอที่จะเลียงตัวเองและครอบครัวไปได้ระยะยาว รวมถึงวิธีการทำมันตรงกับวิถีทางการใช้ชีวิตของเราด้วย


ถ้าไม่รู้ว่า " มากพอ" ที่มาจากข้างในตัวเราที่ใช้ดูแลเลี้ยงดูตัวเราและครอบครัวได้ไปจนแก่เฒ่ามันมีค่าเท่าไหร่กันแน่ ลองหาคำตอบได้ในตอนท้ายของหน้านี้ดูนะครับ

About the author

สราวุธ แก้วคำแสน

ทำงานกลางทะเล 21 วัน หยุดพัก 21 วัน, เจ้าของธุรกิจออนไลน์และเจ้าของหลักสูตร 30 Day Launch ที่ช่วยมนุษย์เงินเดือน, เจ้าของกิจการSMEs นับไม่ถ้วน ให้เปลี่ยนมาสร้างธุรกิจในแบบออนไลน์ได้โดยไม่หลงทาง